Bangkok head
Asset 1@3x

“มหาเจริญ” มิได้เป็นเพียงชื่อ “ย่าน” ที่มีความหมายดี แต่คือการรวมชื่อต้นของถนนเส้นสำคัญ 2 เส้นอย่าง ‘มหาพฤฒาราม’ และถนน ‘เจริญกรุง’ พื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของของกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยตึกราม และสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าและเรื่องเราว หากอาคารเก่าเล่าเรื่องได้ มหาเจริญคงเป็นหนึ่งในย่านที่มีเรื่องเล่ามากที่สุดของกรุงเทพฯ

เส้นทางเดินจากมหาพฤฒาราม ผ่านเจริญกรุง ตลาดน้อย จนถึงบางรัก จะพาเราย้อนรอยการเติบโตของพระนคร ตั้งแต่ยุคขุดคลอง สร้างถนนสายแรก การอพยพมาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนริมแม่น้ำเจ้าพระยา การรับอิทธิพลจากโลกตะวันตก ไปจนถึงการเป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจสมัยใหม่

WABU ร่วมกับ ‘ยิบอินซอย’ ในวาระครบรอบ 100 ปี ชวนทุกคนออกเดินสำรวจร่องรอยเหล่านี้ ผ่านสายตาของ รศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เพื่อค้นหาเรื่องราวของย่านและเมืองตลอดหนึ่งศตวรรษ ที่เล่าผ่านอาคารแต่ละหลังบนเส้นทางนี้

ระยะทาง:

0 กม.
Group@3x

เวลาเดิน:

0 นาที
Group@3x 2

การชดเชยคาร์บอนไดออกไซด์:

0 กรัม
Group@3x 1

1

วัดมหาพฤฒาราม: วัดหลวงสมัย ร.4 เชื่อมคลองผดุงกรุงเกษม

วัดโบราณสมัยอยุธยาแห่งนี้ เดิมมีชื่อว่า ‘วัดท่าเกวียน’ เนื่องจากเคยเป็นที่พักแรมของกองเกวียนที่เดินทางมาค้าขายในกรุงเทพฯ ก่อนจะได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 4 และพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดมหาพฤฒาราม’ โดยสิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ปรากฏอยู่บนบานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถ เป็นรูปวัวลาก หมายถึง ชื่อเดิมของวัด รูปช้าง หมายถึง พระอธิการแก้ว อดีตเจ้าอาวาส ผู้เคยทูลถวายพยากรณ์รัชกาลที่ 4 ว่า จะได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ และรูปเทวดาทูนพานพระมงกุฎ ซึ่งหมายถึง เจ้าฟ้ามงกุฎ หรือรัชกาลที่ 4 นั่นเอง

เปิดให้เข้าชม: ทุกวัน 08:00-18:00 น.

ข้อมูลติดต่อ: โทร. 08 7189 4993 

www.facebook.com/Pwatmahapruettaram

Walking tips: ออกจากวัดแล้วลองเดินเลียบ ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ คลองที่รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้น เพื่อขยายพื้นที่พระนครออกไปในสามทิศทาง ตามย่านตลาดน้อย บางรัก และหัวลำโพง และ ณ จุดตัดของถนนมหาพฤฒารามและถนนเจริญกรุง คือ ‘สะพานพิทยเสถียร’ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเวนีเชียน ที่สะท้อนถึงช่วงเวลาที่สยามกำลังขยายเส้นทางคมมาคมขนส่งสินค้า พร้อมทั้งเปิดรับอิทธิพลวัฒนธรรมและการค้าตามกระแสโลก และก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ 

2

ร้านขายยาเอี๊ยะแซ: ตามกลิ่นสมุนไพรจีนบนถนนสายแรกของไทย

จากวัดมหาพฤฒาราม ข้าม ‘สะพานนี้จงสวัสดี’ ผ่านคลองผดุงกรุงเกษม เดินลัดเลาะไปตามตรอกจะเข้าสู่ ‘ถนนเจริญกรุง’ ถนนสายแรกของประเทศไทย ที่ตัดขึ้นพร้อม ๆ กับการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในช่วงต้นรัชกาลที่ 4 เราจะได้เห็นการเปลี่ยนเส้นทางคมนาคมหลัก ‘จากทางน้ำสู่ทางบก’ นับเป็นการกำหนดทิศทางของความเจริญและการตั้งถิ่นฐานครั้งสำคัญของกรุงเทพฯ สังเกตได้จากการเกิดขึ้นของตึกแถวตลอดความยาวถนน เพื่อรองรับธุรกิจการค้า โดยเฉพาะของชุมชนชาวจีนที่อพยพแบบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าอยู่ริมถนนสายนี้ 

หนึ่งในนั้นคือ ‘ร้านขายยาเอี๊ยะแซ’ ที่ให้บริการเวชกรรมและการแพทย์แผนจีนมาตั้งแต่ปี 2467 สานต่อกิจการด้วยคุณภาพและคุณธรรมมากว่า 4 รุ่นอายุ ปัจจุบันเปิดให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวได้รับรู้กลิ่นและรสของประวัติศาสตร์ ผ่านสมุนไพรจีน ซึ่งนอกจากตำรับยาโบราณแล้ว ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มอย่างน้ำเก๊กฮวยและน้ำเชงเลี้ยงที่เหมาะกับสายเดินมาก เพราะมีสรรพคุณช่วยดับกระหาย และขับความร้อนในร่างกาย

เปิดบริการ: จันทร์-ศุกร์ 09:00-17:00 น. / เสาร์ 09:00-15:00 น.

ข้อมูลติดต่อ: โทร. 0 2234 1519

www.facebook.com/earsaireasy

 

3

วัดอุภัยราชบำรุง: ร่องรอยชุมชนญวนในพระนคร

หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘วัดญวนตลาดน้อย’ มีชื่อเดิมในภาษาเวียดนามว่า ‘คั้นเวินตื่อ’ เป็นหนึ่งในวัดญวนสมัยแรกของสยาม นับเป็นประจักษ์พยานของชุมชนคนเวียดนามที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารรัชกาลที่ 1 และตั้งถิ่นฐานอยู่ในย่านนี้ ก่อนจะขยับขยายย้ายไปอยู่ย่านบางโพและย่านอื่น ๆ ในพระนคร แต่ยังคงเหลือวัดแห่งนี้ไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจและหลักฐานทางประวัติศาสตร์

วัดอุภัยราชบำรุงได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์สองพระองค์คือ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 จึงได้รับพระราชทานนามจากในหลวงรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 2421 ว่า “วัดอุภัยราชบำรุง” ซึ่งหมายถึงวัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ถึงสองพระองค์ ภายในวัดยังคงบรรยากาศสงบงาม สะท้อนอัตลักษณ์ทางศิลปกรรมแบบเวียดนามที่หาชมได้ไม่ง่ายนักในกรุงเทพฯ

เปิดบริการ: ทุกวัน 08:00-17:00 น. (พระอุโบสถเปิดทุกวันเวลา 08:00- 09:00 น. และ 16:00-17:00 น.)

ข้อมูลติดต่อ: โทร. 0 2233 3102

Walking tips: เมื่อเลี้ยวเข้าซอยเจริญกรุง 20 แนะนำให้แวะ ‘ร้านเฮียบเตียง’ ร้านขนมเปี๊ยะโบราณย่านตลาดน้อยที่ขายมานานเกือบร้อยปี ขนมปรับมาจากสูตรแต้จิ๋วโบราณ โดดเด่นที่กลิ่นน้ำส้มเช้งเข้มข้น

 

4

วานิชเฮาส์: จากโรงกลึงของชาวจีนกวางตุ้ง สู่พื้นที่สร้างสรรค์ของตลาดน้อย

เดินผ่านย่านเซียงกง-ตลาดน้อย ย่านเก่าที่มีกลิ่นน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์เก่า สะท้อนอดีตของอุตสาหกรรมเดินเรือ และอู่ต่อเรือของกรุงเทพฯ โดยกรุงเทพฯ นับเป็นเมืองท่าที่ขับเคลื่อนด้วยช่างฝีมือและพ่อค้าวานิชชาวจีน ทั้งแต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ ฮากกา ฯลฯ ที่ต่างพากันอพยพข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสวงหาโอกาสและชีวิตที่ดีกว่า 

ร่องรอยเหล่านั้นยังคงปรากฏอยู่ตามตรอกซอกซอยและร้านค้าเก่าแก่ของชุมชน หนึ่งในนั้นคือ ‘วานิชเฮาส์’ อดีตโรงกลึงและบ้านพักอาศัยไม้ของครอบครัวชาวจีนกวางตุ้ง ที่ลูกหลานรุ่นที่ 3 ปรับเปลี่ยนการใช้งานให้เข้ากับยุคสมัย เป็นคาเฟ่และพื้นที่จัดกิจกรรมทางศิลปะ รวมถึงสตูดิโอบริษัทสถาปนิก ขณะเดียวกันก็ยังรักษาร่องรอยของสถาปัตยกรรมไม้ในอดีตไว้ได้อย่างงดงาม จนทำให้วานิชเฮ้าส์ ได้รางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2569 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

เปิดบริการ: ทุกวัน 10:30-17:00 น.

ข้อมูลติดต่อ: โทร. 09 7298 2655 

www.facebook.com/p/Vanich-house-61561446923815

 

5

บ้านโซวเฮงไถ่: บ้านคหบดีจีนอายุ 200 ปี ที่ปรับตัวเข้ากับสยาม

บ้านเก่าอายุกว่า 200 ปีหลังนี้ มีพระอภัยวานิช คหบดีชาวจีนฮกเกี้ยน ต้นสกุลโปษยะจินดา เป็นเจ้าของ มีลักษณะพิเศษคือ เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรือนล้อมลาน สไตล์ฮกเกี้ยน-แต้จิ๋ว สร้างด้วยเครื่องก่อแบบจีน ไม่ว่าจะเป็นการมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ภาพเขียนสีรูปเทพและเซียน หรือแม้แต่ปูนปั้นลายเครือเถาประดับไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน แต่กลับยกใต้ถุนสูงแบบเรือนไทย เพื่อให้เหมาะกับอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา

บ้านโซวเฮงไถ่ยังคงเป็นบ้านพักอาศัยของคนในสกุลสืบมาจนทุกวันนี้ โดยปัจจุบันเป็นทายาทรุ่นที่ 8 และได้เปิดพื้นที่บางส่วนเป็นคาเฟ่และโรงเรียนสอนดำน้ำ เพื่อสร้างรายได้สำหรับดูแลสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าแห่งนี้

เปิดบริการ: อังคาร-อาทิตย์ 09:00-18:00 น.

ข้อมูลติดต่อ: โทร. 09 1870 0618

www.facebook.com/Sohengtai

 

6

ศาลเจ้าโรงเกือก: ศูนย์รวมใจของชาวจีนฮากกาในย่านตลาดน้อย

ศาลเจ้าเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นที่เคารพและศูนย์รวมใจของชาวจีนฮากกา หรือจีนแคะในย่านตลาดน้อย โดยพ่อค้าจีนฮากกาได้อัญเชิญ ‘องค์เจ้าพ่อฮ้อนหว่องกุง’ จากเมืองจีนข้ามน้ำข้ามทะเลมาประดิษฐานตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะที่ศาลเจ้าหลังปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และด้วยความที่ชาวจีนฮากกาในย่านนี้ มีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพเกี่ยวกับงานช่างโลหะ ซ่อมแซมเครื่องจักรเรือ และตีเกือกม้า ศาลเจ้าแห่งนี้ จึงมีชื่อเรียกกันติดปากว่า ‘ศาลเจ้าโรงเกือก’ 

เปิดบริการ: ทุกวัน 06:00-18:00 น. 

ข้อมูลติดต่อ: โทร. 08 5117 1304

 

7

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย: สำนักงานธนาคารไทยที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน

เป็นที่ทราบกันดีว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือในอดีตคือ บริษัท แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด ถือเป็นธนาคารไทยแห่งแรก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2449 ขณะเดียวกัน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ก็นับเป็นสำนักงานธนาคารแห่งแรกของสยามประเทศ โดยอาคารสามชั้นหลังนี้ ออกแบบโดยอันนิบาเล ริกอตติ สถาปนิกชาวอิตาเลียน ในปี 2451 และก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบเฟลมิชเรอเนสซองส์ผสมคลาสสิก ด้วยความที่เป็นอาคารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ทำให้ในปี 2525 ได้รับการยกย่องให้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่นของประเทศไทย จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมระดับไอคอนในการปรับโฉมภูมิทัศน์กรุงเทพฯ ให้มีความสง่างามสไตล์ตะวันตก

ปัจจุบันที่นี่เปิดให้บริการทางธนาคารแก่ประชาชนทั่วไปเช่นเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์สาขาอื่น และยังเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมอีกจุดหนึ่งของย่านตลาดน้อยอีกด้วย

เปิดบริการ: จันทร์-ศุกร์ 08:30-15:30 น.

ข้อมูลติดต่อ: โทร. 0 2237 5001

 

8

วัดแม่พระลูกประคำ (วัดกาลหว่าร์): วัดคาทอลิกของชาวคริสต์โปรตุเกส

ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ได้มีแต่เพียงชาวจีนเท่านั้นที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในย่านตลาดน้อย แต่ยังมีชุมชนชาวโปรตุเกสที่มารับราชการเป็นทหารปืนใหญ่และตั้งถิ่นฐานอยู่ในย่านนี้ด่วยเช่นกัน โดยชาวคาทอลิกกลุ่มนี้ได้เชิญรูปแม่พระลูกประคำมาจากกรุงศรีอยุธยา และตั้งวัดแม่พระลูกประคำ หรือวัดกาลหว่าร์ขึ้นเป็นศูนย์รวมจิตใจ โดยสันนิษฐานว่า ชื่อวัดน่าจะมาจากคำว่า “กัลวารี” (Calvary) เนินเขาที่ทำการตรึงพระเยซูที่กางเขน ต่อมาโบสถ์นี้กลายเป็นศูนย์กลางของคาทอลิกทั้งเชื้อสายไทยและจีนภายในย่าน 

สำหรับโบสถ์หลังปัจจุบัน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 2434 มีรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิค เป็นรูปกางเขนโรมันหันหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ภายในตกแต่งด้วยกระจกสี ออกแบบโดยโยอาคิม แกรซี สถาปนิกชาวอิตาเลียน นับเป็นโบสถ์คาทอลิกที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

เปิดบริการ: จันทร์-เสาร์ 16:30-18:30 น. / อาทิตย์ 07:00-11:00 น. และ 16:30-18:30 น.

ข้อมูลติดต่อ: โทร. 0 2266 4849 

https://www.facebook.com/share/1EeEBzioa8/?mibextid=wwXIfr

 

9

ตรอกกัปตันบุช: เชื่อมกรุงเทพฯ กับโลก ผ่านเรือเดินสมุทร

เดินข้ามจากตลาดน้อยเข้าสู่บางรัก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘ประตูสู่กรุงเทพฯ’ ด้วยในสมัยรัชกาลที่ 5 การเดินเรือสมุทรถือเป็นวิธีเชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับโลกภายนอก บางรักจึงเป็นโลกของชาวตะวันตก รวมทั้งผู้มีฐานะชาวไทย จีน และแขก ที่ตั้งถิ่นฐานหรือมีกิจการอยู่ในย่านอันทันสมัยแห่งนี้

พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ เมื่อร้อยปีที่แล้ว เคยเป็นที่ตั้งของ ‘ธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้’ ธนาคารของอังกฤษที่ทรงอิทธิพลที่สุดในทวีปเอเชีย ธนาคารนี้เข้าได้ทั้งจากทางแม่น้ำเจ้าพระยา และจาก ‘ตรอกกัปตันบุช’ อันเป็นซอยแยกจากถนนเจริญกรุง (ซอยเจริญกรุง 30) ที่ได้ชื่อตามกัปตันจอห์น บุช ชาวอังกฤษ ผู้เป็นทั้งกัปตันเรือและได้รับแต่งตั้งเป็นนายท่ากรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 

ลานจอดรถฝั่งตรงข้ามโรงแรม ในอดีตเป็นที่ตั้งของ ห้างหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ กิจการของนายหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ บุตรชายของแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ที่มีบทบาทอย่างมากในช่วงรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 5 ติดกันคือ บ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นที่ทำการของบริษัทสุราฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ภายหลังตกมาเป็นของพระคลังข้างที่ ซึ่งได้อนุรักษ์อาคารให้อยู่ในสภาพดี และเป็นประจักษ์พยานของห้างฝรั่งที่เคยมีอยู่มากมายในย่านบางรัก 

 

10

อาคารอดีตห้างนายเลิศ: ตึกแถวทันสมัยในสมัย ร.7

เดินออกมาบนถนนหลัก เส้นเจริญกรุง พาเรามาถึงอีกบทหนึ่งของการพัฒนาเมือง เมื่อพื้นที่ริมถนนสายแรกของไทย ยังคงเป็นศูนย์กลางของธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ประจักษ์พยานหนึ่งคือ อาคารสูง 7 ชั้น ซึ่งเป็นอดีต‘ห้างนายเลิศ’ ของพระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร) พ่อค้าชาวสยามที่ก่อร่างสร้างตัวจากธุรกิจต่าง ๆ สร้างตึกแถวที่ทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ แห่งนี้ ที่มีทั้งโรงแรม ร้านค้า โรงน้ำแข็ง และห้างสรรพสินค้า นับว่าเป็นตึกที่ทันสมัยมากในขณะนั้น

และตรงกันข้ามกันเคยเป็นที่ตั้งของ ‘ศูนย์แสดงสินค้าและส่งเสริมการค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกา’ (United States Trade Center) แห่งแรกในเอเชีย ที่เปิดทำการเมื่อปี 2507 ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของ ‘บริษัท ยิบอินซอย จำกัด’ ที่เปิดดำเนินการเคียงคู่ย่านมหาเจริญมาอย่างยาวนาน ผ่านการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวด้านธุรกิจคู่ขนานไปกับพัฒนาการของกรุงเทพฯ ตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา จนในปัจจุบันนี้บริษัทได้ก้าวเข้าสู่โลกของธุรกิจยุคใหม่อย่างภาคภูมิ

 

1

ศาลเจ้าเจียวเองเบี้ยว (ศาลเจ้าบางรัก)

ศาลเจ้าเจียวเองเบี้ยว (ศาลเจ้าบางรัก)

ศาลเจ้าจีนโบราณอายุกว่า 150 ปีแห่งนี้สร้างโดยชาวจีนไหหลำเพื่อบูชา “เทพเจ้า108 พี่น้อง(เฮียตี้กง)” ที่ตามตำนานกล่าวว่าเป็นพ่อค้าชาวไหหลำที่ถูกฆาตกรรมหมู่ระหว่างเดินทางมาบนเรือสินค้าที่จะไปค้าขายยังเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม เมื่อปีพ.ศ.2394 นอกจากเทพเจ้า 108 พี่น้องแล้ว ภายในศาลเจ้ายังมีเทพเจ้าอื่น ๆ เช่น เจ้าแม่กวนอิมและเจ้าแม่ทับทิมประดิษฐานอยู่ด้วย

อาคารศาลเจ้าปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อมีการก่อสร้างสะพานตากสิน เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนไหหลำซึ่งต่างจากศาลเจ้าแต้จิ๋ว ที่มักตกแต่งด้วยมังกรปูนปั้นหลากสีบนหลังคา แต่แนวคิดของสถาปัตยกรรมจีนไหหลำจะเน้น “ความถ่อมตัวแต่หรูหรา” โดยองค์ประกอบที่โดดเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้คือ งานไม้แกะสลักลงรักปิดทองแท้รูปมงคลต่าง ๆ เช่น ปลามังกร หรือดอกไม้ โดยช่างไหหลำโบราณซึ่งเป็นงานฝีมือที่หาช่างทำได้ยากมากในปัจจุบัน

พรที่นิยมขอ:
ส่วนใหญ่คนนิยมมาขอพรเรื่อง “การค้าขาย” และ “ความยุติธรรม” โดยใครที่ทำธุรกิจหรือมีเรื่องติดขัดด้านกฎหมาย มักจะมาขอให้เฮียตี้กงช่วยปัดเป่าอุปสรรค

เวลาเปิดปิด: 05:30 – 16:30

1

อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล

อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล

ท่าแร่ อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายเรือ เพื่อระลึกถึงการใช้เรือและแพในการอพยพจากตัวเมืองสกลนครมาตั้งถิ่นฐานใหม่ยังบ้านท่าแร่ ปัจจุบันนับเป็นหมู่บ้านที่มีจำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมากที่สุดในประเทศไทย มีจุดที่น่าสนใจภายใน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนคาทอลิกท่าแร่ พระรูปแกะสลักหินอ่อนอัครเทวดามีคาแอลจากประเทศอิตาลี ระฆังที่หล่อขึ้นในประเทศฝรั่งเศสซึ่ง่มีอายุกว่า 100 ปี รวมถึงอนุสาวรีย์บาทหลวงกอมบูริเออ เจ้าอาวาสองค์แรกของอาสนวิหาร

หมายเหตุ: แต่งกายสุภาพ กางเกงหรือกระโปรงคลุมเข่า

เวลาเปิดปิด: 06.00-18.00 น.

โทรศัพท์: 042 751 090

2

อาสนวิหารอัสสัมชัญ

อาสนวิหารอัสสัมชัญ มิได้เป็นเพียงศาสนสถานสำคัญของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก แต่ยังเป็นวัดประจำตำแหน่งขององค์ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพมหานคร โดยถือเป็นหนึ่งในอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในไทย

การก่อสร้างโบสถ์หลังแรกเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2363 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 2 เพื่อเป็นการถวายสักการะแด่พระนางมารีอา โดยตัวอาคารเป็นอาคารไม้ทรงไทยผสมจีนตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ชาวบ้านในสมัยนั้นมักเรียกว่า “วัดสวนท่าน” ต่อมาเมื่อจำนวนคริสต์ศาสนิกชนเพิ่มมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2453 จึงได้มีการสร้างอาสนวิหารหลังปัจจุบันขึ้น เพื่อรองรับสถานะศูนย์กลางการปกครองมิสซังสยาม

อาสนวิหารหลังปัจจุบันเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์-โกธิค เป็นผลงานการออกแบบและควบคุมโดยสถาปนิกและบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการก่ออิฐ และการใช้ท่อนซุงจำนวนมากเป็นฐานเพื่อความแข็งแรงเนื่องจากตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
ผนังส่วนบนประดับด้วยหน้าต่างวงกลมขนาดใหญ่และแนวกระจกที่ล้อไปกับความลาดของจั่ว ยอดบนสุดประดับด้วยไม้กางเขนอันเป็นเครื่องหมายแห่งศรัทธา ภายในประดิษฐานพระรูปแม่พระปฏิสนธินิรมลที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยอาสนวิหารหลังเดิม

เวลาเปิดปิด:
จันทร์–ศุกร์ 09:00-16:00 น.
เสาร์-อาทิตย์ 09:00-12:00 น.

2

ร้านข้าวเปียกโบราณฟรานซิสโก

ร้านข้าวเปียกโบราณฟรานซิสโก

ชุมชนบ้านท่าแร่ มีอาคารโบราณ สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลหลายหลัง แต่ถ้าเดินออกมาจากด้านหลังของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล จะพบกับร้านข้าวเปียกโบราณฟรานซิสโกเป็นหลังแรก โดยมีลักษณะเด่นอยู่ที่ลวดลายปูนปั้นที่นิยมระบุชื่อนักบุญที่เจ้าของบ้านนับถือ ซึ่งสำหรับบ้านหลังนี้ปรากฏชื่อนักบุญฟรานซิสโก-เซเวียร์ บาทหลวงผู้นำศาสนาคริสต์มาเผยแผ่ในเอเชีย อันเป็นที่มาของชื่อบ้าน ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเมืองซานฟรานซิสโกในแคลิฟอร์เนียแต่อย่างใด ปัจจุบันตึกแถวสองชั้นทรงยุโรปหลังนี้ เปิดเป็นร้านอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยชูเมนูอาหารเวียดนามเป็นจุดขาย

เวลาเปิดปิด : ทุกวัน 06:00-17:00 น.
เมนูห้ามพลาด : ข้าวเปียก สุกี้ น้ำมะเม่า ขนมปังและกาแฟเวียดนาม

3

มัสยิดฮารูณ

มัสยิดฮารูณ คือ ศูนย์กลางของชุมชนมุสลิมเก่าแก่หลายร้อยปีที่เป็นดั่งโอเอซิสทางวัฒนธรรมในย่านที่เต็มไปด้วยคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และพหุวัฒนธรรม โดยไม่ไกลจากมัสยิดก็จะเป็นที่ตั้งของอาคารศุลกสถานเก่า (โรงภาษีร้อยชักสาม) และสถานทูตฝรั่งเศส

ประวัติศาสตร์ของชุมชนเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อพ่อค้านักเดินเรือเชื้อสายอาหรับ-อินโดนีเซีย ได้เข้ามาค้าขายและตั้งรกรากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่เดิมเรียกว่าหมู่บ้านต้นสำโรง จนกลายเป็นศูนย์รวมของเหล่าพ่อค้ามุสลิมจากนานาประเทศ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ชุมชนได้เสียสละพื้นที่ริมน้ำเพื่อการสร้างศุลกสถาน และขยับชุมชนมาสู่ที่ตั้งปัจจุบัน

มัสยิดฮารูนซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ โต๊ะฮารูณ อิหม่ามท่านแรก คือศูนย์กลางจิตใจของชุมชนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตัวอาคารมัสยิดในปัจจุบัน คือสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไม้จากมัสยิดหลังเดิมเข้ากับการก่ออิฐถือปูนแบบร่วมสมัย ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2477

ภายในมัสยิดเราจะได้พบกับความวิจิตรของมิมบัร (แท่นสำหรับอิหม่ามแสดงธรรม) และเมียะห์รอบ (ซุ้มที่ระบุทิศกิบลัต) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยลวดลายอักษรอาหรับแกะสลัก และงานฉลุฝีมือช่างชั้นครูที่สะท้อนถึงความศรัทธาอันแรงกล้า หากแหงนมองเพดาน ก็จะพบกับความงามของโคมไฟโบราณที่มีความหมายยิ่ง เนื่องจากเป็นเครื่องสังเค็ดงานพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับพระราชทานมาประดับไว้

เวลาเปิดปิด: มัสยิดเปิดให้เข้าชมทุกวัน แต่ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาละหมาด
หมายเหตุ: ควรแต่งกายสุภาพ โดยผู้ชายสวมกางเกงขายาว ผู้หญิงสวมกระโปรงหรือกางเกงขายาวที่ไม่รัดรูป เสื้อมีแขนและไม่บางจนเกินไป

3

คฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์

คฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์

คฤหาสน์อุมดมเหลังนี้ สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลฝรั่งเศส ในปี 2476 โดยช่างชาวเวียดนาม ที่อพยพมาอยู่ในจังหวัดนครพนมและบ้านท่าแร่ เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างทำเป็นร้านค้า จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด ส่วนชั้นบนเป็นที่พักอาศัย มี 2 ห้องนอนอยู่ด้านซ้ายและด้านขวา มีแท่นพระที่สวยงามตั้งอยู่ตรงกลางห้องโถง สำหรับตั้งกางเขน พระรูปพระเยซู รูปพระแม่มารี และนักบุญต่าง ๆ ไว้ให้สมาชิกในครอบครัวได้เคารพบูชาและสวดภาวนา ปัจจุบันบริเวณชั้นล่างได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นคาเฟ่และร้านอาหารภายใต้ชื่อ UDD Udomdetwat Cafe & Bistro

เวลาเปิดปิด : จันทร์-ศุกร์ 09:00-18:00 น. / เสาร์-อาทิตย์ 08:30-18:30 น.

เมนูห้ามพลาด : Udomdet’s Vibes ลาเต้ส้ม Chapter 1 อเมริกาโนสับปะรดน้ำผึ้ง และลิ้นจี่ชีสพาย

4

วัดมหาพฤฒาราม

วัดมหาพฤฒารามวรวิหาร หรือที่รู้จักกันในนามเดิมว่า “วัดท่าเกวียน” เป็นอารามเก่าแก่ที่มีประวัติสาสตร์ย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในอดีตพื้นที่บริเวณนี้จนถึงแนวหัวลำโพงเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการพักค้างแรมของกองคาราวานเกวียนสินค้าจากต่างจังหวัด ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวเมืองหลวง ต่อมาเมื่อกาลเวลาผ่านไป พื้นที่รอบวัดกลับหนาแน่นไปด้วยต้นตะเคียนขนาดใหญ่ จนชาวบ้านพากันเรียกติดปากว่า “วัดตะเคียน” ซึ่งชื่อนี้ถูกใช้เรียกขานเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนสถานะของวัดแห่งนี้ไปตลอดกาล

จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ยังทรงผนวชและเสด็จมาทอดผ้าป่า ณ วัดแห่งนี้ ในคราวนั้นพระองค์ได้ทรงสนทนาธรรมกับ พระอธิการแก้ว พระเถระผู้ใหญ่ที่มีอายุยืนยาวถึง 107 ปี ซึ่งในระหว่างการสนทนา พระอธิการแก้วได้สัมผัสพระหัตถ์ของพระองค์พร้อมกับถวายคำพยากรณ์ว่า พระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในภายภาคหน้า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 จึงทรงปวารณาไว้ว่าหากคำพยากรณ์เป็นจริง จะเสด็จกลับมาบูรณะวัดแห่งนี้ให้สง่างาม หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปี เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดท่าเกวียนขึ้นเป็นพระอารามหลวง พร้อมสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ และพระราชทานสมณศักดิ์ให้พระอธิการแก้วเป็น “พระมหาพฤฒาจารย์” อันเป็นที่มาของชื่อ “วัดมหาพฤฒาราม” ในปัจจุบัน
นอกจากประวัติศาสตร์อันน่าอัศจรรย์แล้ว วัดมหาพฤฒารามยังเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธไสยาสน์ ซึ่งเป็นพระนอนที่มีพุทธลักษณะงดงามและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของกรุงเทพฯ โดยมีความยาวเป็นรองเพียงพระพุทธไสยาสน์ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ภายในพระอุโบสถยังมี จิตรกรรมฝาผนัง ที่ทรงคุณค่า เล่าเรื่องราวพุทธประวัติสอดแทรกไปกับวิถีชีวิตโบราณที่ยังคงความสมบูรณ์ของลายเส้นและสีสันอย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ใบเสมาของวัดมหาพฤฒารามยังมีความเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นแบบแนบไปกับผนังพระอุโบสถ ทำให้วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นประจักษ์พยานแห่งศิลปกรรมและศรัทธาที่สืบทอดมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน

เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 18:00 น

4

คฤหาสน์โสรินทร์

คฤหาสน์โสรินทร์

คฤหาสน์โสรินทร์ สร้างขึ้นในปี 2475 โดยช่างชาวเวียดนามเช่นเดียวกับคฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์ เป็นอาคารหลังเดี่ยว 2 ชั้น ในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม โดยช่างก่อสร้างได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและประสบการณ์ในการก่อสร้างแบบก่ออิฐถือปูนจากวัสดุพื้นบ้าน ด้วยการนำปูนขาวผสมกับทรายและยางพืชพื้นเมือง คือยางบงและน้ำอ้อยแทนปูนซีเมนต์ โครงสร้างชั้นบนส่วนมากเป็นไม้ อุปกรณ์บางอย่างนำเข้าจากฝรั่งเศส ด้านลักษณะเด่นของอาคาร ประกอบด้วยลวดลายปูนปั้น ประตูบานเฟี้ยม และซุ้มวงโค้งที่ด้านหน้าและด้านข้าง ปัจจุบันอาคารหลังนี้ยังอยู่ในการดูแลของลูกหลานตระกูลโสรินทร์ แม้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นที่พักอาศัย แต่ยังคงทิ้งร่องรอยของเรื่องราวของผู้คน ท้องถิ่น บอกเล่าผ่านงานสถาปัตยกรรมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

5

วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์ )

โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์แห่งนี้ คือประจักษ์พยานแห่งความศรัทธาที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยที่มาของชื่อ “กาลหว่าร์” เพี้ยนมาจากคำว่า Calvario ในภาษาโปรตุเกส หมายถึงเนินดินที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ ส่วนชาวจีนเรียกที่นี่ว่า “บุ่งกุ่ย” ซึ่งแปลว่ากุหลาตามชื่อ Rosary

ตัวอาคารหลังปัจจุบันซึ่งเป็นหลังที่ 3 สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2434 และตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 1 เพื่อตอบแทนชาวโปรตุเกสที่ช่วยทำสงครามกับพม่า และเพื่อกระชับสัมพันธไมตรีกับราชินีมาเรียที่ 2 แห่งโปรตุเกส โดยเป็นสถาปัตยกรรมยุคฟื้นฟูกอทิก (Gothic Revival) มีผังเป็นรูปกางเขนโรมัน หันหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ยอดจั่วประดับลายปูนปั้นประณีต และบานหน้าต่างประดับด้วยกระจกสีนำเข้าจากฝรั่งเศส บอกเล่าเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลอย่างงดงามเมื่อแสงแดดส่องผ่าน

ภายในเป็นที่ประดิษฐานสมบัติล้ำค่าที่สืบทอดมาจากครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยมีหัวใจสำคัญคือรูปปั้นเก่าแก่ 2 องค์ คือ “รูปแม่พระลูกประคำ” และ “รูปพระศพของพระเยซูเจ้า” ที่รอดพ้นจากความเสียหายเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 มาได้อย่างน่าอัศจรรย์
นอกจากร่องรอยประวัติศาสตร์อันยาวนานแล้ว ที่นี่ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัวของชาวไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากในยุคนี้อย่าง การประกอบพิธีมิสซาเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์เวลา 10.00 น.

เวลาเปิดปิด:
จันทร์–เสาร์ 16:30-18:30 น.
อาทิตย์ 07:00-11:00 น. และ 16:30-18.30 น.

5

ตึกหิน

ตึกหิน

บ้านโบราณหลังนี้เป็นสมบัติของบุตรอดีตเจ้าเมืองสกลนคร นับถึงปัจจุบันมีอายุราว 100 ปี เดิมทีสร้างเป็นที่อยู่อาศัย ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางราชการสั่งปิดโบสถ์ท่าแร่ ไม่ให้ใช้ทำพิธีใด ๆ ชาวท่าแร่จึงต้องหาสถานที่เพื่อใช้ทำพิธีต่าง ๆ ทางศาสนา เช่น พิธีบูชามิสซา พิธีรับศีลสมรส และเนื่องจากบุตรหลานของเจ้าของบ้านหลังนี้เป็นบาทหลวงคาทอลิก จึงอนุญาตให้ใช้บ้านหลังนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่า โฮจิมินห์อดีตผู้นำเวียดนามยังเคยอยู่อาศัยที่นี่ด้วย ต่อมาบ้านถูกไฟไหม้ ชำรุดทรุดโทรม ไม่มีการบูรณะซ่อมแชม มีต้นไม้ขึ้นรกรุงรัง จนกลายเป็นบ้านร้างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

6

ศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง

ศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง หรือที่นิมเรียกกันว่า “ศาลเจ้าโรงเกือก” เป็นศาลเจ้าจีนแบบฮากกา (จีนแคะ) โบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยศาลเจ้าหลังปัจจุบันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2432 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานองค์เทพฮ้อนหว่องกุงที่ถูกนำมาจากจีนและเป็นที่เคารพบูชามานานกว่า 100 ปีก่อนหน้า ซึ่งตามความเชื่อว่ากันว่าคือ “ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น” ส่วนตัวศาลเจ้าสร้างตามแบบจีนโบราณ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ “เสาสีแดง” ซึ่งทำจาก ไม้สักทองทั้งต้น ให้ความรู้สึกโอ่อ่าเหมือนได้ก้าวเข้าไปในท้องพระโรงของพระราชวังจีน
ส่วนชื่อ “โรงเกือก” นั้นน่าจะมีที่มาจากที่ในอดีต ซอยแห่งนี้เป็นแหล่งรวม “โรงตีเกือกม้า” ขนาดใหญ่ จนเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากจนถึงปัจจุบัน

พรที่นิยมขอ: ศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และความปลอดภัยในการเดินทาง

เวลาเปิดปิด: ทุกวัน 06:00-18.00 น.

6

จุดชมวิวตะวันรอนที่หนองหาร

จุดชมวิวตะวันรอนที่หนองหาร

ทะเลสาบหนองหารเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากบึงบอระเพ็ด ครอบคลุมพื้นที่ถึง 12 ตำบลของจังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด นกน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ยังมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นแหล่งประกอบอาชีพทางด้านการประมงของชาวสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง ในขณะที่ทางด้านการท่องเที่ยว เป็นแหล่งชมนกน้ำและล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามไม่แพ้ใคร

7

ศาลเจ้าโจวซือกง

ศาลเจ้าที่มีชื่อเดิมว่า “วัดซุนเล่งยี่” นี้ไม่ใช่แค่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่คือ “พิพิธภัณฑ์อันมีชีวิต” ของชาวจีนฮกเกี้ยนที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2347 (ต้นรัชกาลที่ 1) นับเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในย่านตลาดน้อย และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมฮกเกี้ยนที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย โดยตัวอาคารเป็นศิลปะฮกเกี้ยนขนานแท้ สังเกตได้จากหลังคาที่โค้งมนและงานตุ๊กตาปูนปั้นประดับกระเบื้อง ที่เล่าเรื่องราวเทพนิยายจีนอย่างวิจิตร นอกจากนี้ยังมี “ระฆังโบราณสมัยราชวงศ์ชิง” ที่หาดูได้ยากประดิษฐานอยู่ภายใน ผนังสองด้านมีภาพปูนปั้นมังกรเขียว (ทิศตะวันออก) และเสือขาว (ทิศตะวันตก) ตามคติความเชื่อเรื่องทิศมงคลของจีน

องค์ประธานหลวงปู่โจวซือกง คือพระภิกษุสมัยราชวงศ์ซ่ง ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์และการปรุงยา จุดเด่นคือ “ใบหน้าสีดำ” (หรือสีน้ำตาลเข้ม) ซึ่งมีตำนานเล่าว่าเกิดจากการถูกปีศาจร้ายรมควันขณะบำเพ็ญตบะ แต่กลับไม่ได้รับอันตราย มีเพียงสีผิวที่เปลี่ยนสีไปเท่านั้น
ศาลเจ้าโจวซือกงยังเป็นศูนย์กลางในการจัดงานประเพณีสำคัญ ๆ ของย่านตลาดน้อยไม่ว่าจะเป็นประเพณีไหว้เต่าที่จัดขึ้นในช่วง 15 วันหลังตรุษจีน และเทศกาลกินเจแบบดั่งเดิมที่สืบทอดมายาวนานกว่า 200 ปี

เวลาเปิด-ปิด: 06.00 – 16.00 น.

7

บ้านแห่งดวงดาว

บ้านแห่งดวงดาว

ชุมชนชาวคริสต์บ้านท่าแร่จะมีการจัด ‘เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส’ เทศกาลแห่งศรัทธาขึ้นในช่วงวันที่ 22-24 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเชื่อกันว่า ดาวเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติของพระเยซูบนโลกมนุษย์ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2525 โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ขบวนแห่ดาวทั้งทางบกและทางน้ำสุดตระการตา ส่วนใครที่ไปเที่ยวท่าแร่ในช่วงเวลาอื่นที่ไม่ตรงกับช่วงเทศกาลแห่ดาว ก็สามารถไปเยี่ยมชมสาธิตการทำดาวและเลือกซื้อดาวจากคุณลำพร เจ้าของบ้านแห่งดวงดาวบนถนนคนทำดาว (ถนนเฟื่องฟู) ที่ผลิตดาวประดับส่งทั่วประเทศได้ โดยดาวของที่นี่มีตั้งแต่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร ไปจนถึง 150 เซนติเมตรเลยทีเดียว

โทรศัพท์ : 08 4401 8289

8

วัดอุภัยราชบำรุง

วัดอุภัยราชบำรุง หรือ “จั่วคั้นเยิน” ในภาษาเวียดนาม คือสถานที่ที่เชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามไว้อย่างลึกซึ้ง ชื่อ “อุภัยราชบำรุง” ซึ่งมีความหมายว่า “วัดที่ได้รับการบำรุงจากพระมหากษัตริย์สองพระองค์” มีที่มาตั้งแต่สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชและได้ศึกษาพระพุทธศาสนามหายานจนมีความสนิทสนมกับ “องฮึง” เจ้าอาวาสในขณะนั้น ความสัมพันธ์อันดีนี้สืบต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับวัดแห่งนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์และพระราชทานนามวัดอย่างเป็นทางการ

เสน่ห์ของวัดแห่งนี้ซ่อนอยู่ในรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยาก เช่น เหล็กดัดรูปกล้องถ่ายรูปโบราณพร้อมขาตั้งที่หน้าต่างของอาคารไม้เก่าแก่หนึ่งเดียวในไทย สะท้อนถึงอิทธิพลเทคโนโลยีตะวันตกที่เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ย่านตลาดน้อยในอดีต นอกจากนี้ภายในวัดยังมี “ฮวงซุ้ย” ที่สร้างเป็นเจดีย์ทรงถะ 5 ชั้นเพื่อเป็นสุสานประจำตระกูลโชติกสวัสดิ์ ผู้อุปถัมภ์ของวัด โดยการสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนชั้นสูงเช่นนี้ก็เพื่อแสดงถึงบารมีและความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ

ความแตกต่างของนิกายอนัมนิกายจะปรากฏชัดผ่านองค์พระประธานภายในพระอุโบสถ ที่ขนาบข้างด้วย พระอานนท์และพระมหากัสสปะ แทนที่จะเป็นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลาอย่างวัดไทยทั่วไป พื้นวิหารยังคงประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาวลายมังกรจากต้นยุครัตนโกสินทร์ที่ยังคงความสมบูรณ์ นอกจากนี้ต้นโพธิ์ที่อยู่บริเวณประตูทางเข้าเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่มีอายุกว่า 150 ปี ซึ่งเป็นหน่อโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่รัฐบาลอินเดียถวายแด่รัชกาลที่ 5

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 08:00- 09:00 น., 16:00-17:00 น.

9

มูลนิธิเทียนฟ้า

โรงพยาบาลมูลนิธิแห่งแรกของไทยที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2446 โดยกลุ่มคหบดีชาวจีนโพ้นทะเล 6 ท่าน ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวจีน 5 กลุ่มภาษาในไทย ร่วมกับประชาชนทั่วไปที่สมทบทุนซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงพยาบาลสำหรับช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้ ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้คือการเป็นมูลนิธิที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการเป็นลำดับแรกของประเทศไทย (หมายเลข 1/1)

เมื่อการก่อสร้างโรงพยาบาลเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงพยาบาลในวันที่ 19 กันยายน พร้อมทั้งพระราชทานเงินจำนวน 100 ชั่งเพื่อสมทบทุนดำเนินงาน ปัจจุบันบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลยังคงรักษาตู้หนังสือพระราชทานจำนวน 2 ตู้ที่มีจารึกอักษรย่อพระปรมาภิไธย “จปร.” และตราพระเกี้ยว ซึ่งภายในบรรจุสำเนาพระราชดำรัสตอบในวันพิธีเปิดไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่า

ไฮไลต์สำคัญที่ผู้คนนิยมมาเยือนคือ ศาลรูปเคารพพระโพธิสัตว์กวนอิมปางประทานพร ที่ประดิษฐานอย่างโดดเด่นบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล องค์พระมีความพิเศษคือแกะสลักจากไม้จันทน์หอมทั้งองค์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อน เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดอันเล่อ เมืองลั่วหยาง ประเทศจีน ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีน องค์พระได้ถูกย้ายไปยังฮ่องกง ก่อนที่นายจุลินทร์ ล่ำซำ ประธานมูลนิธิในขณะนั้น จะอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ มูลนิธิเทียนฟ้า เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2503

พรที่นิยมขอ: สุขภาพและการหายจากโรคภัยไข้เจ็บ

เวลาเปิด-ปิด: ศาลเจ้าแม่กวนอิมเปิดให้เข้าชมและสักการะได้ตลอด 24 ชั่วโมง

10

ศาลเจ้ากวางตุ้ง (สมาคมกว๋องสิว)

ศาลเจ้ากวางตุ้ง
(สมาคมกว๋องสิว)

ศาลเจ้ากว๋องสิวเป็นโบราณสถานที่มีอายุกว่า 150 ปี โดยสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาวจีนที่อพยพมาจากมณฑลกวางตุ้ง ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสมาคมกว๋องสิวแห่งประเทศไทย ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์หลักของชุมชนชาวกวางตุ้งในประเทศไทย

ตัวอาคารศาลเจ้าถูกออกแบบตามสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมที่เน้นความโปร่งโล่งและโอ่อ่า บริเวณทางเข้ามีจุดเด่นคือภาพวาด 8 เซียน ซึ่งตามความเชื่อของชาวกวางตุ้งจะช่วยให้ผู้มาเยือนได้รับสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง

ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระอวโลกิตเตศวรโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) เป็นองค์ประธาน พร้อมด้วย องค์ขงจื้อ มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ และ เทพเจ้ากวนอู ในปางถือตำราพิชัยสงคราม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับวิชาความรู้และการวางแผนกลยุทธ์ นอกจากนี้ศาลเจ้ากว๋องสิวยังมีชื่อเสียงด้านศิลปะการเชิดสิงโต โดยมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับเครือข่ายคณะสิงโตในจังหวัดนครสวรรค์
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของสถานที่แห่งนี้คือด้านสาธารณกุศล โดยบริเวณด้านหลังอาคารเป็นที่ตั้งของ โรงพยาบาลกว๋องสิวมูลนิธิ ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานพยาบาลรักษาผู้ยากไร้และผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

พรที่นิยมขอ:
• ด้านการเรียนและสติปัญญา (องค์ขงจื้อ)
• ด้านความเมตตาและร่มเย็นเป็นสุข (เจ้าแม่กวนอิม)
• ด้านการงาน (เทพเจ้ากวนอู)
• ด้านสุขภาพและการทำบุญต่ออายุ (โรงพยาบาลกว๋องสิว)

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 08:00- 17:00 น.

8

ร้านนำสมัย

ร้านนำสมัย

ภายในเรือนแถว 3 คูหาที่ทำจากไม้ทั้งหลัง อายุกว่า 70 ปี ชั้นล่างเปิดโล่ง ขณะที่ชั้นบนยังคงเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ตั้งของร้านโชห่วยชื่อ ‘นำสมัย’ ของแม่ทัศนา วัย 74 ปี ที่เล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้ผ่านประสบการณ์มาโชกโชน หลากหลายธุรกิจ ทั้งร้านเย็บผ้า ร้านขายยา ร้านถ่ายรูป แต่ไม่ว่าจะเป็นกิจการไหน เจ้าของบ้านก็ยังคงยิ้มแย้มต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเองเสมอ ขณะที่สินค้าภายในร้าน ทั้งอุปโภค บริโภค รวมถึงขนมขบเคี้ยวและไอศกรีมก็จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ต่างอะไรกับร้านสะดวกซื้อและฉากในละครหรือภาพยนตร์ ใครได้แวะอุดหนุน นอกจากได้กระจายรายได้ให้กับคนในชุมชนแล้ว ยังได้รอยยิ้มจากแม่ทัศนาติดกระเป๋ากลับมาอีกด้วย

Wabu001 ezgif.com resize