

ตามรอยสองอารยธรรมบนมินิเส้นทางสายไหม
กรุงเทพมหานคร เป็นอีกหนึ่งเมืองที่โอบรับผู้คนต่างชาติ ต่างศาสนาที่เข้ามาแสวงหาโอกาสใหม่ และได้ดึงดูดผู้คนหลากหลายชนชาติให้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน รวมทั้งชาวอินเดียและจีนที่ได้ก่อร่างสร้างชุมชนอย่างพาหุรัด-จักรวรรดิให้กลายเป็นย่านที่หลอมรวมสองอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน
ถึงแม้ผู้คนจากสองชนชาติจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยชาวจีนได้ที่เริ่มเข้ามาเป็นจำนวนมากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 รวมทั้งในช่วงที่การค้าทางเรือกับสยามรุ่งเรืองในสมัยรัชกาลที่ 3 จนทำให้ย่านจักรวรรดิและสำเพ็งกลายเป็นย่านการค้าและเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ชาวอินเดีย ทั้งชาวฮินดูและซิกข์ที่มาค้าผ้าและเครื่องเทศ ต่างเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณพาหุรัดและบ้านหม้อในสมัยรัชกาลที่ 5 และที่น่าสนใจคือ ทั้งสองย่านซึ่งอุดมไปด้วยอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลก ทั้งย่านชาวอินเดีย (พาหุรัด) และย่านชาวจีน (จักรวรรดิ-สำเพ็ง) นั้น เชื่อมต่อกันได้โดยสะดวกด้วยการเดินเท้า ซึ่งการออกเดินไปบน ‘มินิเส้นทางสายไหม’ กับ WABU นั้น นอกจากจะพาเราไปซึมซับสองอารยธรรมโลกได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงแล้ว เส้นทางนี้ยังทั้งเดินเพลิน กินเพลิน และถ่ายรูปเพลินถูกใจสายสตรีทแน่นอน



1
ตลาดพาหุรัด








ตลาดพาหุรัด
ย่านค้าผ้าที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ มีประวัติย้อนกลับไปกว่า 100 ปี โดยชาวอินเดียนำผ้าจากเอเชียใต้ล่องผ่านแม่น้ำเจ้าพระยามาขึ้นท่าบริเวณสะพานพุทธ และทำการค้าผ้าเรื่อยมาจนกลายเป็นแหล่งซื้อขายผ้าและเครื่องแต่งกายแบบอินเดีย ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแดนภารตะ อาทิ รูปบูชา เครื่องบูชา ขนม อาหารพื้นถิ่น ฯลฯ ทำให้ย่านพาหุรัดเป็นที่รู้จักกันในนามของ “Little India”
เปิดบริการ: ทุกวัน 06:30-18:30 น.
โทร. 0 2221 0238
www.facebook.com/taladphahurad
Walking tips: ตลาดผ้าพาหุรัด มีทั้งโซนที่เป็นห้างสรรพสินค้า ได้แก่ Phahurat Market, India Emporium และ China World และโซนที่เป็นแผงลอยตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ที่ซ่อนร้านน่าสนใจไว้เพียบ หากอยากเดินให้สนุก แนะนำให้เดินสำรวจร้านค้ารอบนอกด้วย
2
Punjab Sweets Bangkok










Punjab Sweets Bangkok
ร้านขนมหวานสูตรต้นตำรับที่มีลูกค้ามาเลือกซื้อไม่ขาดสายแห่งนี้ อยู่คู่กับย่าน Little India มาแล้วกว่า 40 ปี หลายคนคงเคยได้ยินว่า ขนมหวานอินเดียนั้นกินแล้ว ‘หวานขึ้นตา’ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะคนอินเดียแยกอาหารคาว-หวานชัดเจน เมื่ออาหารคาวไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ขนมหวานจึงหวานแบบสุด ๆ แต่ Punjab Sweets ก็พยายามปรับรสชาติให้เข้ากับยุคสมัยที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยลดระดับความหวานจาก 100% เหลือ 70% โดยมีเมนูแนะนำคือ ‘ลาดู’ (Laddu) ที่ทำจากแป้งถั่วลูกไก่กับน้ำตาล กับ ‘กุหลาบจามุน’ (Gulab Jamun) ทำจากนมกับแป้ง ทอดในเนยกีแล้วนำไปแช่ในน้ำเชื่อมปรุงด้วยลูกกระวานและน้ำดอกกุหลาบ
เปิดบริการ: ทุกวัน 08:00-18:30 น.
โทร. 08 9178 5963
www.facebook.com/punjabsweetsbangkok
Walking tips: นอกจากเป็นที่ตั้งของร้านขนมหวานชื่อดังแล้ว ในซอยนี้ยังเป็นพื้นที่จำหน่ายเครื่องสักการบูชาเทพเจ้าของชาวอินเดีย ซึ่งเราจะสังเกตเห็นมาลัยหลากสี ถ่ายรูปสวย ที่ถ้าจะให้ดี ก่อนถ่ายภาพ ขออนุญาตเจ้าถิ่นสักเล็กน้อย หรือให้ดีกว่านั้นคือ อุดหนุนสินค้ากันสักหน่อย เป็นการกระจายรายได้ให้ชุมชน ขณะที่ปลายซอยตัดกับถนนจักรเพชรมีร้านซาโมซาชื่อดัง ‘Samosa Corner’ เปิดขายมานานกว่า 30 ปี ให้ได้ฝากท้องกันด้วย
3
วัดซิกข์ศรีคุรุสิงห์สภา






แม้ชาวอินเดียส่วนใหญ่เกือบ 80% จะนับถือศาสนาฮินดู แต่ศาสนสถานที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านพาหุรัดอันโดดเด่นด้วย ‘โดมสีทอง’ ตามแบบวิหารทองคำที่รัฐปัญจาบ กลับเป็นศาสนสถานที่เกิดขึ้นจากความเชื่อความศรัทธาของพี่น้องชาวไทย-ซิกข์ ที่ร่วมกันระดมทุนสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 2475 นับเป็นวัดซิกซ์แห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยปัจจุบัน วัดซิกข์พาหุรัด หรือในชื่ออย่างเป็นทางการคือ ‘คุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภา’ เป็นอาคารสูง 5 ชั้น ประกอบด้วยโถงขนาดใหญ่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีโรงทานที่เปิดให้บริการทุกวัน มีห้องเรียนภาษา และชั้นบนสุดเป็นห้องประดิษฐานพระคัมภีร์ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ โดยอาจมีศาสนิกชนซิกข์อาสานำชมในบางวันและบางเวลา
เปิดบริการ: ทุกวัน 06:00-20:00 น.
โทร. 0 2221 1011
www.facebook.com/sirigurusinghsabhabangkok
หมายเหตุ: แต่งกายสุภาพ เสื้อคลุมไหล่ กางเกงคลุมเข่า และต้องสวมผ้าคลุมผม โดยทางวัดมีบริการให้ยืม
4
Indian Restaurants







Indian Restaurants
อาหารอินเดียอาจจะไม่ใช่อาหารต่างชาติยอดฮิตที่ติดอับดับต้น ๆ สำหรับคนไทย โดยคุณประเสริฐ ลูกหลานชาวไทย-ซิกข์ ที่เติบโตมาในย่านนี้ให้เหตุผลว่า อาจจะด้วยเหตุผลเรื่องความสะอาด หรือกลิ่นเครื่องเทศที่เข้มข้น แต่คุณประเสริฐเองก็ได้เห็นการพัฒนา เติบโต และเปลี่ยนแปลงของ Little India เรื่อยมา จนถึงตอนนี้ที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย เมื่อมีคอนเทนท์รีวิวออกไปมากขึ้น ก็ทำให้คนไทยเปิดใจยอมรับอาหารอินเดียขึ้นตามไปด้วย
จากเดิมที่ลูกค้าของร้านอาหารอินเดียในย่านนี้ เป็นคนอินเดียเกือบ 100% ตอนนี้สัดส่วนลูกค้าระหว่างคนไทยกับคนอินเดีย แทบจะเป็น 50:50 แล้ว โดยร้านอาหารอินเดียที่คุณประเสริฐแนะนำมีด้วยกัน 3 ร้าน คือ Royal India ร้านอาหารอินเดียร้านแรกของประเทศไทย Zafran Eatery นำเสนออาหารทางตอนเหนือของอินเดีย ตกแต่งร้านสไตล์ราชาสถาน และ Mama ร้านอาหารอินเดียริมคลองโอ่งอ่าง
โทร. 08 7371 8069
www.facebook.com/mamaindianfood
Walking tips: ถ้าเดินมาเหนื่อย ๆ คุณประเสริฐแนะนำให้สั่งอาหารเรียกน้ำย่อยที่ชื่อว่า ‘ปานีปูรี’ (Pani Puri) ช่วยเติมความสดชื่น แต่ถ้าอยากลองเมนูแบบที่คนอินเดียนิยมกินกัน แนะนำ ‘โชเลบาทูเร’ (Chole Bhature) โรตีโอ่งกับแกงถั่ว กินด้วยมือสักครั้ง แล้วจะเข้าใจเสน่ห์อาหารอินเดียแบบต้นตำรับ
5
เจ๊บ๊วย สะพานหัน 2499




เจ๊บ๊วย สะพานหัน 2499
แค่คลองโอ่งอ่างกั้น จากย่านพาหุรัดของชาวอินเดีย เพียงก้าวข้าม ‘สะพานหัน’ ก็เหมือนเปิดประตูทะลุมิติมาที่ย่านจักรวรรดิ-สำเพ็งของชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งแน่นอนว่า ตั้งแต่ช่วงที่อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาได้นำเอาวิถีชีวิต วัฒนธรรม รวมถึงวิถีของ ‘อาหารการกิน’ เข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว โกยซีหมี่ โจ๊ก ขนมกุยช่าย ฯลฯ แต่ที่เราขอแนะนำในเส้นทางเดินนี้คือ ร้านเจ๊บ๊วย สะพานหัน 2499 ที่มีชื่อเสียงจากการจำหน่ายข้าวบ๊ะเต็ง หรือข้าวหมูเคี่ยวซีอิ๊ว ปอเปี๊ยะสด และก๋วยจั๊บน้ำข้นโบราณสูตร 70 ปี
เปิดบริการ: ทุกวัน 10:00-17:00 น. (มีทั้งร้านพัดลมและร้านห้องแอร์-ตั้งอยู่ใกล้กัน)
โทร. 06 4713 8163
6
ศาลเจ้าจุนเสียงโจซือ






ศาลเจ้าจุนเสียงโจซือ
เส้นทางเดินจากสะพานหันทะลุไปยังถนนจักรวรรดิได้รับการขนานนามว่า ‘ตรอกหัวเม็ด’ ด้วยแต่ก่อนเคยเป็นย่านค้าขายเพชรพลอยที่สำคัญของพระนคร ก่อนจะแปลงกายเป็นย่านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด ที่คึกคักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ภายใต้ชื่อ ‘สำเพ็ง’ ซึ่งในความพลุกพล่าน ใครจะไปเชื่อว่า มีศาลเจ้าเก่าแก่ซ่อนอยู่ บางคนถึงกับเรียกว่า ‘ศาลเจ้าซ่อนหา’ โดยตามหลักฐานพบว่า สร้างขึ้นโดยชาวจีนฮกเกี้ยน ในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้รับการบูรณะเรื่อยมาจนพบศิลปะแต้จิ๋วอย่างการสร้างบ่อเสือและบ่อมังกรผสมอยู่ด้วย สำหรับพรที่คนนิยมมาขอ มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาและการค้า
เปิดบริการ: ทุกวัน 07:00-17:00 น.
7
วัดจักรวรรดิราชาวาส







วัดจักรวรรดิราชาวาส
วัดเก่าแก่สมัยอยุธยา เดิมเป็นวัดราษฎร์ชื่อ ‘วัดสามปลื้ม’ ก่อนได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ และยกฐานะเป็นวัดหลวงในสมัยรัชกาลที่ 3 สังเกตได้ชัดจากรูปแบบทางศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากจีน มีกระเบื้องเคลือบประดับบนหน้าบัน ประตูพระอุโบสถลายมังกร เป็นต้น ส่วนชื่อวัด ‘จักรวรรดิราชาวาส’ ได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 3 หมายถึง วัดของพระราชาอันเป็นประมุขสูงสุด นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีจุดน่าสนใจอื่น ๆ อาทิ วิหารพระนาก ซึ่งอัญเชิญมาจากพระบรมมหาราชวัง พระพุทธบาทจำลอง พระปรางค์ที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดองค์หนึ่งในกรุงเทพฯ รวมถึงบ่อจระเข้ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวต่างชาติ
เปิดบริการ: ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
โทร. 0 2222 7742
8








AMA Hostel
อีกหนึ่งที่พักยอดนิยมของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในย่านสะพานหัน-เยาวราช ที่นอกจากจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแล้ว ที่ตั้งของโฮสเทลแห่งนี้ยังเชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำหลายแห่ง ไม่นับคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่อาคารของ AMA Hostel มีประวัติย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนฮกเกี้ยน ที่นิยมเปิดโล่งด้านบน และทำเป็นสวนหินด้านล่าง ภายในสามชั้นแบ่งการตกแต่งเป็น 3 ฤดู 3 สี ฤดูใบไม้ผลิ สีเขียว ฤดูร้อน สีแดง และฤดูฝน สีฟ้า มีห้องพักทั้งแบบห้องรวมและห้องส่วนตัว สามารถเลือกพักได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าที่พักเป็นตรอกประดับด้วยโคมจีนสีแดงซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตของย่าน
เปิดบริการ: ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
โทร. 08 5867 7888
9
Homprung by Baihor











Homprung by Baihor
ตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการเมื่อปี 2568 คาเฟ่ ร้านอาหาร และพื้นที่เวิร์กช็อปภายในอาคารเก่าสไตล์โคโลเนียลแห่งนี้ ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ได้เข้ามาปล่อยกายปล่อยใจไปกับอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมที่มี ‘สมุนไพรไทย’ เป็นพระเอก ด้วย ‘ใบห่อ’ เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 40 ปี ก่อนที่ทายาทในรุ่นที่สองจะต่อยอดผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรมาเป็นสินค้าและบริการแนวไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ Homprung by Baihor ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากทั้งชาวไทย ญี่ปุ่น จีน และยุโรป มีเมนูที่ได้รับความนิยม ทั้งข้าวอบลาบคั่ว เผือกทอด รากบัวทอด ชามะตูม ซึ่งแน่นอนว่า อาหารทุกจาน เครื่องดื่มทุกแก้ว มีสมุนไพรเป็นส่วนผสม และที่พลาดไม่ได้คือ เวิร์กช็อปทำยาดม กิจกรรมยอดฮิตที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว (แนะนำให้จองล่วงหน้า)
เปิดบริการ: อังคาร-ศุกร์ 09:00-18:00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ 09:00-17:00 น.
โทร. 09 5779 4622
1








ศาลเจ้าเจียวเองเบี้ยว (ศาลเจ้าบางรัก)
ศาลเจ้าจีนโบราณอายุกว่า 150 ปีแห่งนี้สร้างโดยชาวจีนไหหลำเพื่อบูชา “เทพเจ้า108 พี่น้อง(เฮียตี้กง)” ที่ตามตำนานกล่าวว่าเป็นพ่อค้าชาวไหหลำที่ถูกฆาตกรรมหมู่ระหว่างเดินทางมาบนเรือสินค้าที่จะไปค้าขายยังเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม เมื่อปีพ.ศ.2394 นอกจากเทพเจ้า 108 พี่น้องแล้ว ภายในศาลเจ้ายังมีเทพเจ้าอื่น ๆ เช่น เจ้าแม่กวนอิมและเจ้าแม่ทับทิมประดิษฐานอยู่ด้วย
อาคารศาลเจ้าปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อมีการก่อสร้างสะพานตากสิน เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนไหหลำซึ่งต่างจากศาลเจ้าแต้จิ๋ว ที่มักตกแต่งด้วยมังกรปูนปั้นหลากสีบนหลังคา แต่แนวคิดของสถาปัตยกรรมจีนไหหลำจะเน้น “ความถ่อมตัวแต่หรูหรา” โดยองค์ประกอบที่โดดเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้คือ งานไม้แกะสลักลงรักปิดทองแท้รูปมงคลต่าง ๆ เช่น ปลามังกร หรือดอกไม้ โดยช่างไหหลำโบราณซึ่งเป็นงานฝีมือที่หาช่างทำได้ยากมากในปัจจุบัน
พรที่นิยมขอ:
ส่วนใหญ่คนนิยมมาขอพรเรื่อง “การค้าขาย” และ “ความยุติธรรม” โดยใครที่ทำธุรกิจหรือมีเรื่องติดขัดด้านกฎหมาย มักจะมาขอให้เฮียตี้กงช่วยปัดเป่าอุปสรรค
เวลาเปิดปิด: 05:30 – 16:30
1
อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล










อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล
ท่าแร่ อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายเรือ เพื่อระลึกถึงการใช้เรือและแพในการอพยพจากตัวเมืองสกลนครมาตั้งถิ่นฐานใหม่ยังบ้านท่าแร่ ปัจจุบันนับเป็นหมู่บ้านที่มีจำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมากที่สุดในประเทศไทย มีจุดที่น่าสนใจภายใน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนคาทอลิกท่าแร่ พระรูปแกะสลักหินอ่อนอัครเทวดามีคาแอลจากประเทศอิตาลี ระฆังที่หล่อขึ้นในประเทศฝรั่งเศสซึ่ง่มีอายุกว่า 100 ปี รวมถึงอนุสาวรีย์บาทหลวงกอมบูริเออ เจ้าอาวาสองค์แรกของอาสนวิหาร
หมายเหตุ: แต่งกายสุภาพ กางเกงหรือกระโปรงคลุมเข่า
เวลาเปิดปิด: 06.00-18.00 น.
โทรศัพท์: 042 751 090
2







อาสนวิหารอัสสัมชัญ มิได้เป็นเพียงศาสนสถานสำคัญของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก แต่ยังเป็นวัดประจำตำแหน่งขององค์ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพมหานคร โดยถือเป็นหนึ่งในอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในไทย
การก่อสร้างโบสถ์หลังแรกเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2363 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 2 เพื่อเป็นการถวายสักการะแด่พระนางมารีอา โดยตัวอาคารเป็นอาคารไม้ทรงไทยผสมจีนตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ชาวบ้านในสมัยนั้นมักเรียกว่า “วัดสวนท่าน” ต่อมาเมื่อจำนวนคริสต์ศาสนิกชนเพิ่มมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2453 จึงได้มีการสร้างอาสนวิหารหลังปัจจุบันขึ้น เพื่อรองรับสถานะศูนย์กลางการปกครองมิสซังสยาม
อาสนวิหารหลังปัจจุบันเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์-โกธิค เป็นผลงานการออกแบบและควบคุมโดยสถาปนิกและบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการก่ออิฐ และการใช้ท่อนซุงจำนวนมากเป็นฐานเพื่อความแข็งแรงเนื่องจากตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
ผนังส่วนบนประดับด้วยหน้าต่างวงกลมขนาดใหญ่และแนวกระจกที่ล้อไปกับความลาดของจั่ว ยอดบนสุดประดับด้วยไม้กางเขนอันเป็นเครื่องหมายแห่งศรัทธา ภายในประดิษฐานพระรูปแม่พระปฏิสนธินิรมลที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยอาสนวิหารหลังเดิม
เวลาเปิดปิด:
จันทร์–ศุกร์ 09:00-16:00 น.
เสาร์-อาทิตย์ 09:00-12:00 น.
2
ร้านข้าวเปียกโบราณฟรานซิสโก




ร้านข้าวเปียกโบราณฟรานซิสโก
ชุมชนบ้านท่าแร่ มีอาคารโบราณ สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลหลายหลัง แต่ถ้าเดินออกมาจากด้านหลังของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล จะพบกับร้านข้าวเปียกโบราณฟรานซิสโกเป็นหลังแรก โดยมีลักษณะเด่นอยู่ที่ลวดลายปูนปั้นที่นิยมระบุชื่อนักบุญที่เจ้าของบ้านนับถือ ซึ่งสำหรับบ้านหลังนี้ปรากฏชื่อนักบุญฟรานซิสโก-เซเวียร์ บาทหลวงผู้นำศาสนาคริสต์มาเผยแผ่ในเอเชีย อันเป็นที่มาของชื่อบ้าน ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเมืองซานฟรานซิสโกในแคลิฟอร์เนียแต่อย่างใด ปัจจุบันตึกแถวสองชั้นทรงยุโรปหลังนี้ เปิดเป็นร้านอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยชูเมนูอาหารเวียดนามเป็นจุดขาย
เวลาเปิดปิด : ทุกวัน 06:00-17:00 น.
เมนูห้ามพลาด : ข้าวเปียก สุกี้ น้ำมะเม่า ขนมปังและกาแฟเวียดนาม
3
มัสยิดฮารูณ






มัสยิดฮารูณ คือ ศูนย์กลางของชุมชนมุสลิมเก่าแก่หลายร้อยปีที่เป็นดั่งโอเอซิสทางวัฒนธรรมในย่านที่เต็มไปด้วยคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และพหุวัฒนธรรม โดยไม่ไกลจากมัสยิดก็จะเป็นที่ตั้งของอาคารศุลกสถานเก่า (โรงภาษีร้อยชักสาม) และสถานทูตฝรั่งเศส
ประวัติศาสตร์ของชุมชนเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อพ่อค้านักเดินเรือเชื้อสายอาหรับ-อินโดนีเซีย ได้เข้ามาค้าขายและตั้งรกรากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่เดิมเรียกว่าหมู่บ้านต้นสำโรง จนกลายเป็นศูนย์รวมของเหล่าพ่อค้ามุสลิมจากนานาประเทศ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ชุมชนได้เสียสละพื้นที่ริมน้ำเพื่อการสร้างศุลกสถาน และขยับชุมชนมาสู่ที่ตั้งปัจจุบัน
มัสยิดฮารูนซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ โต๊ะฮารูณ อิหม่ามท่านแรก คือศูนย์กลางจิตใจของชุมชนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตัวอาคารมัสยิดในปัจจุบัน คือสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไม้จากมัสยิดหลังเดิมเข้ากับการก่ออิฐถือปูนแบบร่วมสมัย ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2477
ภายในมัสยิดเราจะได้พบกับความวิจิตรของมิมบัร (แท่นสำหรับอิหม่ามแสดงธรรม) และเมียะห์รอบ (ซุ้มที่ระบุทิศกิบลัต) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยลวดลายอักษรอาหรับแกะสลัก และงานฉลุฝีมือช่างชั้นครูที่สะท้อนถึงความศรัทธาอันแรงกล้า หากแหงนมองเพดาน ก็จะพบกับความงามของโคมไฟโบราณที่มีความหมายยิ่ง เนื่องจากเป็นเครื่องสังเค็ดงานพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับพระราชทานมาประดับไว้
เวลาเปิดปิด: มัสยิดเปิดให้เข้าชมทุกวัน แต่ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาละหมาด
หมายเหตุ: ควรแต่งกายสุภาพ โดยผู้ชายสวมกางเกงขายาว ผู้หญิงสวมกระโปรงหรือกางเกงขายาวที่ไม่รัดรูป เสื้อมีแขนและไม่บางจนเกินไป
3
คฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์







คฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์
คฤหาสน์อุมดมเหลังนี้ สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลฝรั่งเศส ในปี 2476 โดยช่างชาวเวียดนาม ที่อพยพมาอยู่ในจังหวัดนครพนมและบ้านท่าแร่ เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างทำเป็นร้านค้า จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด ส่วนชั้นบนเป็นที่พักอาศัย มี 2 ห้องนอนอยู่ด้านซ้ายและด้านขวา มีแท่นพระที่สวยงามตั้งอยู่ตรงกลางห้องโถง สำหรับตั้งกางเขน พระรูปพระเยซู รูปพระแม่มารี และนักบุญต่าง ๆ ไว้ให้สมาชิกในครอบครัวได้เคารพบูชาและสวดภาวนา ปัจจุบันบริเวณชั้นล่างได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นคาเฟ่และร้านอาหารภายใต้ชื่อ UDD Udomdetwat Cafe & Bistro
เวลาเปิดปิด : จันทร์-ศุกร์ 09:00-18:00 น. / เสาร์-อาทิตย์ 08:30-18:30 น.
เมนูห้ามพลาด : Udomdet’s Vibes ลาเต้ส้ม Chapter 1 อเมริกาโนสับปะรดน้ำผึ้ง และลิ้นจี่ชีสพาย
4








วัดมหาพฤฒารามวรวิหาร หรือที่รู้จักกันในนามเดิมว่า “วัดท่าเกวียน” เป็นอารามเก่าแก่ที่มีประวัติสาสตร์ย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในอดีตพื้นที่บริเวณนี้จนถึงแนวหัวลำโพงเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการพักค้างแรมของกองคาราวานเกวียนสินค้าจากต่างจังหวัด ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวเมืองหลวง ต่อมาเมื่อกาลเวลาผ่านไป พื้นที่รอบวัดกลับหนาแน่นไปด้วยต้นตะเคียนขนาดใหญ่ จนชาวบ้านพากันเรียกติดปากว่า “วัดตะเคียน” ซึ่งชื่อนี้ถูกใช้เรียกขานเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนสถานะของวัดแห่งนี้ไปตลอดกาล
จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ยังทรงผนวชและเสด็จมาทอดผ้าป่า ณ วัดแห่งนี้ ในคราวนั้นพระองค์ได้ทรงสนทนาธรรมกับ พระอธิการแก้ว พระเถระผู้ใหญ่ที่มีอายุยืนยาวถึง 107 ปี ซึ่งในระหว่างการสนทนา พระอธิการแก้วได้สัมผัสพระหัตถ์ของพระองค์พร้อมกับถวายคำพยากรณ์ว่า พระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในภายภาคหน้า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 จึงทรงปวารณาไว้ว่าหากคำพยากรณ์เป็นจริง จะเสด็จกลับมาบูรณะวัดแห่งนี้ให้สง่างาม หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปี เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดท่าเกวียนขึ้นเป็นพระอารามหลวง พร้อมสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ และพระราชทานสมณศักดิ์ให้พระอธิการแก้วเป็น “พระมหาพฤฒาจารย์” อันเป็นที่มาของชื่อ “วัดมหาพฤฒาราม” ในปัจจุบัน
นอกจากประวัติศาสตร์อันน่าอัศจรรย์แล้ว วัดมหาพฤฒารามยังเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธไสยาสน์ ซึ่งเป็นพระนอนที่มีพุทธลักษณะงดงามและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของกรุงเทพฯ โดยมีความยาวเป็นรองเพียงพระพุทธไสยาสน์ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ภายในพระอุโบสถยังมี จิตรกรรมฝาผนัง ที่ทรงคุณค่า เล่าเรื่องราวพุทธประวัติสอดแทรกไปกับวิถีชีวิตโบราณที่ยังคงความสมบูรณ์ของลายเส้นและสีสันอย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ใบเสมาของวัดมหาพฤฒารามยังมีความเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นแบบแนบไปกับผนังพระอุโบสถ ทำให้วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นประจักษ์พยานแห่งศิลปกรรมและศรัทธาที่สืบทอดมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน
เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 18:00 น
4
คฤหาสน์โสรินทร์










คฤหาสน์โสรินทร์
คฤหาสน์โสรินทร์ สร้างขึ้นในปี 2475 โดยช่างชาวเวียดนามเช่นเดียวกับคฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์ เป็นอาคารหลังเดี่ยว 2 ชั้น ในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม โดยช่างก่อสร้างได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและประสบการณ์ในการก่อสร้างแบบก่ออิฐถือปูนจากวัสดุพื้นบ้าน ด้วยการนำปูนขาวผสมกับทรายและยางพืชพื้นเมือง คือยางบงและน้ำอ้อยแทนปูนซีเมนต์ โครงสร้างชั้นบนส่วนมากเป็นไม้ อุปกรณ์บางอย่างนำเข้าจากฝรั่งเศส ด้านลักษณะเด่นของอาคาร ประกอบด้วยลวดลายปูนปั้น ประตูบานเฟี้ยม และซุ้มวงโค้งที่ด้านหน้าและด้านข้าง ปัจจุบันอาคารหลังนี้ยังอยู่ในการดูแลของลูกหลานตระกูลโสรินทร์ แม้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นที่พักอาศัย แต่ยังคงทิ้งร่องรอยของเรื่องราวของผู้คน ท้องถิ่น บอกเล่าผ่านงานสถาปัตยกรรมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
5










โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์แห่งนี้ คือประจักษ์พยานแห่งความศรัทธาที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยที่มาของชื่อ “กาลหว่าร์” เพี้ยนมาจากคำว่า Calvario ในภาษาโปรตุเกส หมายถึงเนินดินที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ ส่วนชาวจีนเรียกที่นี่ว่า “บุ่งกุ่ย” ซึ่งแปลว่ากุหลาตามชื่อ Rosary
ตัวอาคารหลังปัจจุบันซึ่งเป็นหลังที่ 3 สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2434 และตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 1 เพื่อตอบแทนชาวโปรตุเกสที่ช่วยทำสงครามกับพม่า และเพื่อกระชับสัมพันธไมตรีกับราชินีมาเรียที่ 2 แห่งโปรตุเกส โดยเป็นสถาปัตยกรรมยุคฟื้นฟูกอทิก (Gothic Revival) มีผังเป็นรูปกางเขนโรมัน หันหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ยอดจั่วประดับลายปูนปั้นประณีต และบานหน้าต่างประดับด้วยกระจกสีนำเข้าจากฝรั่งเศส บอกเล่าเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลอย่างงดงามเมื่อแสงแดดส่องผ่าน
ภายในเป็นที่ประดิษฐานสมบัติล้ำค่าที่สืบทอดมาจากครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยมีหัวใจสำคัญคือรูปปั้นเก่าแก่ 2 องค์ คือ “รูปแม่พระลูกประคำ” และ “รูปพระศพของพระเยซูเจ้า” ที่รอดพ้นจากความเสียหายเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 มาได้อย่างน่าอัศจรรย์
นอกจากร่องรอยประวัติศาสตร์อันยาวนานแล้ว ที่นี่ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัวของชาวไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากในยุคนี้อย่าง การประกอบพิธีมิสซาเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์เวลา 10.00 น.
เวลาเปิดปิด:
จันทร์–เสาร์ 16:30-18:30 น.
อาทิตย์ 07:00-11:00 น. และ 16:30-18.30 น.
5
ตึกหิน







ตึกหิน
บ้านโบราณหลังนี้เป็นสมบัติของบุตรอดีตเจ้าเมืองสกลนคร นับถึงปัจจุบันมีอายุราว 100 ปี เดิมทีสร้างเป็นที่อยู่อาศัย ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางราชการสั่งปิดโบสถ์ท่าแร่ ไม่ให้ใช้ทำพิธีใด ๆ ชาวท่าแร่จึงต้องหาสถานที่เพื่อใช้ทำพิธีต่าง ๆ ทางศาสนา เช่น พิธีบูชามิสซา พิธีรับศีลสมรส และเนื่องจากบุตรหลานของเจ้าของบ้านหลังนี้เป็นบาทหลวงคาทอลิก จึงอนุญาตให้ใช้บ้านหลังนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่า โฮจิมินห์อดีตผู้นำเวียดนามยังเคยอยู่อาศัยที่นี่ด้วย ต่อมาบ้านถูกไฟไหม้ ชำรุดทรุดโทรม ไม่มีการบูรณะซ่อมแชม มีต้นไม้ขึ้นรกรุงรัง จนกลายเป็นบ้านร้างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
6









ศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง หรือที่นิมเรียกกันว่า “ศาลเจ้าโรงเกือก” เป็นศาลเจ้าจีนแบบฮากกา (จีนแคะ) โบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยศาลเจ้าหลังปัจจุบันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2432 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานองค์เทพฮ้อนหว่องกุงที่ถูกนำมาจากจีนและเป็นที่เคารพบูชามานานกว่า 100 ปีก่อนหน้า ซึ่งตามความเชื่อว่ากันว่าคือ “ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น” ส่วนตัวศาลเจ้าสร้างตามแบบจีนโบราณ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ “เสาสีแดง” ซึ่งทำจาก ไม้สักทองทั้งต้น ให้ความรู้สึกโอ่อ่าเหมือนได้ก้าวเข้าไปในท้องพระโรงของพระราชวังจีน
ส่วนชื่อ “โรงเกือก” นั้นน่าจะมีที่มาจากที่ในอดีต ซอยแห่งนี้เป็นแหล่งรวม “โรงตีเกือกม้า” ขนาดใหญ่ จนเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากจนถึงปัจจุบัน
พรที่นิยมขอ: ศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และความปลอดภัยในการเดินทาง
เวลาเปิดปิด: ทุกวัน 06:00-18.00 น.
6






จุดชมวิวตะวันรอนที่หนองหาร
ทะเลสาบหนองหารเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากบึงบอระเพ็ด ครอบคลุมพื้นที่ถึง 12 ตำบลของจังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด นกน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ยังมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นแหล่งประกอบอาชีพทางด้านการประมงของชาวสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง ในขณะที่ทางด้านการท่องเที่ยว เป็นแหล่งชมนกน้ำและล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามไม่แพ้ใคร
7
ศาลเจ้าโจวซือกง





ศาลเจ้าที่มีชื่อเดิมว่า “วัดซุนเล่งยี่” นี้ไม่ใช่แค่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่คือ “พิพิธภัณฑ์อันมีชีวิต” ของชาวจีนฮกเกี้ยนที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2347 (ต้นรัชกาลที่ 1) นับเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในย่านตลาดน้อย และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมฮกเกี้ยนที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย โดยตัวอาคารเป็นศิลปะฮกเกี้ยนขนานแท้ สังเกตได้จากหลังคาที่โค้งมนและงานตุ๊กตาปูนปั้นประดับกระเบื้อง ที่เล่าเรื่องราวเทพนิยายจีนอย่างวิจิตร นอกจากนี้ยังมี “ระฆังโบราณสมัยราชวงศ์ชิง” ที่หาดูได้ยากประดิษฐานอยู่ภายใน ผนังสองด้านมีภาพปูนปั้นมังกรเขียว (ทิศตะวันออก) และเสือขาว (ทิศตะวันตก) ตามคติความเชื่อเรื่องทิศมงคลของจีน
องค์ประธานหลวงปู่โจวซือกง คือพระภิกษุสมัยราชวงศ์ซ่ง ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์และการปรุงยา จุดเด่นคือ “ใบหน้าสีดำ” (หรือสีน้ำตาลเข้ม) ซึ่งมีตำนานเล่าว่าเกิดจากการถูกปีศาจร้ายรมควันขณะบำเพ็ญตบะ แต่กลับไม่ได้รับอันตราย มีเพียงสีผิวที่เปลี่ยนสีไปเท่านั้น
ศาลเจ้าโจวซือกงยังเป็นศูนย์กลางในการจัดงานประเพณีสำคัญ ๆ ของย่านตลาดน้อยไม่ว่าจะเป็นประเพณีไหว้เต่าที่จัดขึ้นในช่วง 15 วันหลังตรุษจีน และเทศกาลกินเจแบบดั่งเดิมที่สืบทอดมายาวนานกว่า 200 ปี
เวลาเปิด-ปิด: 06.00 – 16.00 น.
7
บ้านแห่งดวงดาว










บ้านแห่งดวงดาว
ชุมชนชาวคริสต์บ้านท่าแร่จะมีการจัด ‘เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส’ เทศกาลแห่งศรัทธาขึ้นในช่วงวันที่ 22-24 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเชื่อกันว่า ดาวเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติของพระเยซูบนโลกมนุษย์ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2525 โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ขบวนแห่ดาวทั้งทางบกและทางน้ำสุดตระการตา ส่วนใครที่ไปเที่ยวท่าแร่ในช่วงเวลาอื่นที่ไม่ตรงกับช่วงเทศกาลแห่ดาว ก็สามารถไปเยี่ยมชมสาธิตการทำดาวและเลือกซื้อดาวจากคุณลำพร เจ้าของบ้านแห่งดวงดาวบนถนนคนทำดาว (ถนนเฟื่องฟู) ที่ผลิตดาวประดับส่งทั่วประเทศได้ โดยดาวของที่นี่มีตั้งแต่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร ไปจนถึง 150 เซนติเมตรเลยทีเดียว
โทรศัพท์ : 08 4401 8289
8
วัดอุภัยราชบำรุง












วัดอุภัยราชบำรุง หรือ “จั่วคั้นเยิน” ในภาษาเวียดนาม คือสถานที่ที่เชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามไว้อย่างลึกซึ้ง ชื่อ “อุภัยราชบำรุง” ซึ่งมีความหมายว่า “วัดที่ได้รับการบำรุงจากพระมหากษัตริย์สองพระองค์” มีที่มาตั้งแต่สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชและได้ศึกษาพระพุทธศาสนามหายานจนมีความสนิทสนมกับ “องฮึง” เจ้าอาวาสในขณะนั้น ความสัมพันธ์อันดีนี้สืบต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับวัดแห่งนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์และพระราชทานนามวัดอย่างเป็นทางการ
เสน่ห์ของวัดแห่งนี้ซ่อนอยู่ในรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยาก เช่น เหล็กดัดรูปกล้องถ่ายรูปโบราณพร้อมขาตั้งที่หน้าต่างของอาคารไม้เก่าแก่หนึ่งเดียวในไทย สะท้อนถึงอิทธิพลเทคโนโลยีตะวันตกที่เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ย่านตลาดน้อยในอดีต นอกจากนี้ภายในวัดยังมี “ฮวงซุ้ย” ที่สร้างเป็นเจดีย์ทรงถะ 5 ชั้นเพื่อเป็นสุสานประจำตระกูลโชติกสวัสดิ์ ผู้อุปถัมภ์ของวัด โดยการสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนชั้นสูงเช่นนี้ก็เพื่อแสดงถึงบารมีและความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ
ความแตกต่างของนิกายอนัมนิกายจะปรากฏชัดผ่านองค์พระประธานภายในพระอุโบสถ ที่ขนาบข้างด้วย พระอานนท์และพระมหากัสสปะ แทนที่จะเป็นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลาอย่างวัดไทยทั่วไป พื้นวิหารยังคงประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาวลายมังกรจากต้นยุครัตนโกสินทร์ที่ยังคงความสมบูรณ์ นอกจากนี้ต้นโพธิ์ที่อยู่บริเวณประตูทางเข้าเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่มีอายุกว่า 150 ปี ซึ่งเป็นหน่อโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่รัฐบาลอินเดียถวายแด่รัชกาลที่ 5
เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 08:00- 09:00 น., 16:00-17:00 น.
10
ศาลเจ้ากวางตุ้ง (สมาคมกว๋องสิว)
ศาลเจ้ากวางตุ้ง
(สมาคมกว๋องสิว)







ศาลเจ้ากว๋องสิวเป็นโบราณสถานที่มีอายุกว่า 150 ปี โดยสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาวจีนที่อพยพมาจากมณฑลกวางตุ้ง ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสมาคมกว๋องสิวแห่งประเทศไทย ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์หลักของชุมชนชาวกวางตุ้งในประเทศไทย
ตัวอาคารศาลเจ้าถูกออกแบบตามสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมที่เน้นความโปร่งโล่งและโอ่อ่า บริเวณทางเข้ามีจุดเด่นคือภาพวาด 8 เซียน ซึ่งตามความเชื่อของชาวกวางตุ้งจะช่วยให้ผู้มาเยือนได้รับสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง
ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระอวโลกิตเตศวรโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) เป็นองค์ประธาน พร้อมด้วย องค์ขงจื้อ มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ และ เทพเจ้ากวนอู ในปางถือตำราพิชัยสงคราม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับวิชาความรู้และการวางแผนกลยุทธ์ นอกจากนี้ศาลเจ้ากว๋องสิวยังมีชื่อเสียงด้านศิลปะการเชิดสิงโต โดยมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับเครือข่ายคณะสิงโตในจังหวัดนครสวรรค์
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของสถานที่แห่งนี้คือด้านสาธารณกุศล โดยบริเวณด้านหลังอาคารเป็นที่ตั้งของ โรงพยาบาลกว๋องสิวมูลนิธิ ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานพยาบาลรักษาผู้ยากไร้และผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
พรที่นิยมขอ:
• ด้านการเรียนและสติปัญญา (องค์ขงจื้อ)
• ด้านความเมตตาและร่มเย็นเป็นสุข (เจ้าแม่กวนอิม)
• ด้านการงาน (เทพเจ้ากวนอู)
• ด้านสุขภาพและการทำบุญต่ออายุ (โรงพยาบาลกว๋องสิว)
เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 08:00- 17:00 น.
8
ร้านนำสมัย



ร้านนำสมัย
ภายในเรือนแถว 3 คูหาที่ทำจากไม้ทั้งหลัง อายุกว่า 70 ปี ชั้นล่างเปิดโล่ง ขณะที่ชั้นบนยังคงเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ตั้งของร้านโชห่วยชื่อ ‘นำสมัย’ ของแม่ทัศนา วัย 74 ปี ที่เล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้ผ่านประสบการณ์มาโชกโชน หลากหลายธุรกิจ ทั้งร้านเย็บผ้า ร้านขายยา ร้านถ่ายรูป แต่ไม่ว่าจะเป็นกิจการไหน เจ้าของบ้านก็ยังคงยิ้มแย้มต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเองเสมอ ขณะที่สินค้าภายในร้าน ทั้งอุปโภค บริโภค รวมถึงขนมขบเคี้ยวและไอศกรีมก็จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ต่างอะไรกับร้านสะดวกซื้อและฉากในละครหรือภาพยนตร์ ใครได้แวะอุดหนุน นอกจากได้กระจายรายได้ให้กับคนในชุมชนแล้ว ยังได้รอยยิ้มจากแม่ทัศนาติดกระเป๋ากลับมาอีกด้วย
